ーーーอะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณอยากเป็นเชฟครับ?
ผมเติบโตมาในครอบครัวที่ทานอาหารนอกบ้านบ่อยครับ เลยทำให้ผมสนใจในอาชีพ "เชฟ" มาตั้งแต่เด็กโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นผมชอบดูรายการทีวีที่ชื่อว่า "ครัวสวรรค์" มาก และยังชอบทำอาหารกับคุณแม่ด้วย ทั้งการทำเกี๊ยวซ่า หรือการใช้ครกกับสากตำแป้งโมจิในวันปีใหม่เพื่อทำซุปโซนิ การได้เห็นคุณแม่ที่ทำอาหารเก่งอยู่เสมอก็เป็นอีกหนึ่งอิทธิพลสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกว่า "การทำอาหารนี่มันสนุกจัง" ครับ ในรายการ "ครัวสวรรค์" จะมีเชฟทั้งอาหารญี่ปุ่น ตะวันตก และจีนมาออกรายการ แต่เชฟอาหารญี่ปุ่นกับจีนมักจะใส่ชุดกัปโปกิ (ชุดคลุมทำอาหาร) ซึ่งสำหรับผมแล้วมันทำให้ผมนึกถึงคุณยายมากกว่าครับ (หัวเราะ) แต่ในทางกลับกัน ภาพของเชฟอาหารตะวันตกที่สวมหมวกเชฟสูง ๆ นั้น ในสายตาของเด็กอย่างผมมันดูเท่มากเลยครับ ตอนนั้นผมก็เริ่มมีความฝันอยากไปต่างประเทศแบบลาง ๆ และความหลงใหลในอาหารตะวันตก โดยเฉพาะอาหารฝรั่งเศส ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
พอใกล้จะเรียนจบมัธยมต้น ความตั้งใจที่จะเป็นเชฟก็แน่วแน่มากขึ้น ตอนที่จะเข้าเรียนต่อมัธยมปลาย ผมเลยไปปรึกษาคุณพ่อว่าอยากจะไปเรียนในโรงเรียนที่มีสาขาการประกอบอาหาร คุณพ่อท่านคิดมาตลอดว่าผมจะสืบทอดธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของที่บ้าน พอผมโพล่งขึ้นมาว่าอยากจะเป็นเชฟ ท่านก็ตกใจมากเลยครับ แต่เพราะผมตั้งใจจริง ๆ ที่จะเดินในเส้นทางสายนี้ ผมเลยพยายามอธิบายจนท่านยอมในที่สุด และนั่นก็คือก้าวแรกของผมในฐานะเชฟครับ
ーーーแล้วเรื่องราวตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงเปิดร้านเป็นของตัวเองเป็นอย่างไรบ้างครับ?
พอผมเข้าเรียนมัธยมปลาย ก็เริ่มทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารฝรั่งเศสในท้องถิ่นทันทีครับ ปีแรกผมทำแต่งานพื้นฐานอย่างการปอกเปลือกมันฝรั่งหรือล้างจาน แต่พอขึ้นปีที่สอง ผมก็เริ่มได้รับมอบหมายให้ทำงานที่เฉพาะทางมากขึ้น เช่น การเตรียมเครื่องเคียง ช่วงเวลานั้นผมได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงมากกว่าการเรียนในห้องเรียนเสียอีก และเป็นช่วงที่ผมรู้สึกได้ถึงพัฒนาการของตัวเองอย่างชัดเจน ความรู้สึกเต็มอิ่มกับงานกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี จนถึงขั้นที่ว่าผมทุ่มเทกับงานพิเศษจนเวลาเข้าเรียนไม่พอเลยล่ะครับ (หัวเราะ)
หลังจากจบมัธยมปลาย ผมได้รับอิทธิพลจากกระแสอาหารอิตาเลียนที่กำลังมาแรงในตอนนั้น เลยไปเริ่มทำงานที่ร้านอาหารอิตาเลียนในท้องถิ่น แต่ผมก็พบว่าร้านอาหารอิตาเลียนในต่างจังหวัดส่วนใหญ่มักจะเน้นแค่พาสต้ากับพิซซ่า ซึ่งมันแตกต่างจากอาหารอิตาเลียนแท้ ๆ ที่ผมวาดฝันไว้ ผมจึงตัดสินใจกลับสู่เส้นทางอาหารฝรั่งเศสอีกครั้ง ผมเข้าทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในโตเกียว และในช่วงนั้น แม้จะมีเงินจำกัด แต่ผมก็พยายามตระเวนทานอาหารตามร้านต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจในอาหารฝรั่งเศสให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ーーーการออกมาเปิดร้านและบริหารด้วยตัวเองเป็นอย่างไรบ้างครับ?
ตอนอายุ 25 ผมกลับมาที่บ้านเกิดแล้วได้ข่าวว่าร้านอาหารอิตาเลียนที่ผมเคยทำงานกำลังจะปิดตัวลง ตอนนั้นผมพูดออกไปโดยไม่ทันคิดเลยครับว่า "ผมขอรับช่วงต่อเองครับ!" (หัวเราะ) ไม่ใช่ว่าผมมั่นใจอะไรขนาดนั้นนะครับ แต่แค่รู้สึกว่าอยากจะลองลงมือทำอะไรด้วยตัวเองดูสักครั้ง และในปีเดียวกันนั้น ผมก็ได้เปิดร้านอาหารแนวบิสโทรที่เสิร์ฟเมนูอย่างคีชหรือตริปปาเคี่ยว แต่ในยุคนั้นอาหารฝรั่งเศสยังไม่เป็นที่คุ้นเคยในยามากาตะเท่าไหร่ ทำให้ช่วงแรกที่เปิดร้านผมลำบากมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยลักษณะเฉพาะของพื้นที่ ทำให้การยอมรับอาหารฝรั่งเศสเป็นไปได้ยาก ร้านแรกของผมเปิดได้สามปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังจนต้องปิดตัวลง ผมตัดสินใจสู้ใหม่อีกครั้งโดยย้ายร้านจากตัวเมืองยามากาตะไปที่เมืองเท็นโด พยายามใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างร้านที่ลูกค้าจะยอมรับ จนสถานการณ์ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ตอนนั้นผมเป็นคนทำอาหาร ส่วนน้องชายจะดูแลหน้าร้าน เราสองคนพี่น้องช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคจนร้านเริ่มเป็นที่รู้จักและมีลูกค้าประจำ ในยุคนั้นผมทำเมนูบนกระดานดำประมาณ 50 อย่างด้วยตัวคนเดียวทั้งหมดเลยนะครับ (หัวเราะ) ร้านที่สองนี้ผมทำมาได้ประมาณ 14 ปีครับ
ตอนนั้นผมอายุ 40 ปีแล้ว มุมมองที่ผมมีต่ออาหารและวิธีการทานก็เริ่มเปลี่ยนไปครับ จากที่เคย "อยากทานของอย่างเดียวกันในปริมาณเยอะ ๆ" ก็เปลี่ยนเป็น "อยากทานของดี ๆ ทีละนิด" นอกจากนี้ ในตอนนั้นที่ยามากาตะยังไม่มีร้านอาหารแนวแกสโตรโนมีเลย ผมเลยคิดว่า "ถ้างั้นเราทำเองเลยดีกว่า!" และตัดสินใจย้ายร้านอีกครั้งมาเป็นร้านในปัจจุบัน ตอนนี้ผมบริหารร้านในสไตล์ที่ยึดมั่นในความเชื่อของตัวเองในฐานะเชฟอย่างเต็มที่ครับ
ーーーมีจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตการเป็นเชฟบ้างไหมครับ?
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดของผมคือช่วงการระบาดของโควิด-19 ครับ ตอนนั้นผมตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะขึ้นราคาอาหารเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว แม้ว่าจำนวนลูกค้าจะลดลง แต่สำหรับแขกทุกท่านที่ยังคงมาที่ร้าน ผมตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพการบริการให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อให้พวกเขาสามารถเพลิดเพลินกับช่วงเวลาที่ร้านได้อย่างเต็มที่ 120% ครับ นอกจากนี้ ผมยังเริ่มหันไปรับซื้อวัตถุดิบโดยตรงจากเกษตรกรในท้องถิ่นเพื่อเป็นการสนับสนุนพวกเขา ซึ่งกิจกรรมนี้ก็ได้กลายเป็นโอกาสที่ทำให้คนในพื้นที่ได้ตระหนักถึงคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นอีกครั้ง หลายคนอาจจะคิดว่าการขึ้นราคาอาหารหมายถึงการเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบที่แพงขึ้น แต่สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่าอาชีพเชฟคือ "ผู้แปรรูป" ครับ เชฟที่แท้จริงคือคนที่สามารถใช้ฝีมือของตัวเองทำวัตถุดิบ 'ทุกชนิด' ให้อร่อยได้ ดังนั้นผมจึงปฏิบัติต่อวัตถุดิบทุกอย่างอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งแนวคิดนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมาจนถึงทุกวันนี้ครับ
นอกจากนี้ เรายังหันมาให้ความสำคัญกับบริการซื้อกลับบ้านและการจัดส่งในพื้นที่ ซึ่งเป็นการท้าทายโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ความพยายามเหล่านี้ได้รับการยอมรับ จนทำให้ร้านของเราได้รับความสนใจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน "Destination Restaurant" โดย The Japan Times ด้วยครับ
ーーーช่วยเล่าถึงความตั้งใจในการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้ฟังหน่อยครับ
ที่ยามากาตะมีวัตถุดิบที่น่าสนใจอยู่มากมายเลยครับ แต่ความจริงก็คือ มีวัตถุดิบอีกเยอะมากที่แม้แต่คนยามากาตะเองก็ยังไม่รู้จัก สาเหตุส่วนหนึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะราคาอาหารนอกบ้านในยามากาตะค่อนข้างถูก และวัตถุดิบคุณภาพสูงส่วนใหญ่มักจะถูกส่งเข้าไปยังโตเกียวหรือเมืองใหญ่ ๆ หมด แต่ที่นี่ก็ยังมีวัตถุดิบอีกมากมายที่สามารถทานได้เฉพาะในพื้นที่นี้เท่านั้น ด้วยความตั้งใจที่อยากจะให้คนท้องถิ่นและแขกจากต่างจังหวัดได้รู้จักและเข้าใจถึงเสน่ห์ของวัตถุดิบยามากาตะมากขึ้น ที่ร้านของเราจึงให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบจากยามากาตะเป็นหลักครับ
ーーーดูเหมือนว่าคุณจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับผู้ผลิตเป็นอย่างมากเลยนะครับ
ใช่ครับ ผมสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกับผู้ผลิตผ่านการติดต่อโดยตรง และเลือกใช้วัตถุดิบที่ "มองเห็นใบหน้าของผู้ผลิต" การเดินทางไปถึงไร่สวนและพูดคุยกับผู้ผลิตเพื่อเรียนรู้ถึงลักษณะเฉพาะและเรื่องราวเบื้องหลังของวัตถุดิบนั้น ทำให้ผมมีความเข้าใจในการทำอาหารที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผมยังให้ความสำคัญกับการแบ่งปันเรื่องราวของผู้ผลิตเหล่านั้น และเชื่อว่าการเลือกใช้วัตถุดิบจากความรู้สึกที่ว่า "อยากใช้ของชิ้นนี้ เพราะเป็นของคน ๆ นี้" เป็นสิ่งสำคัญมากครับ นอกจากนี้ ผมยังพยายามแบ่งปันเสน่ห์ของวัตถุดิบเหล่านี้ให้กับผู้ผลิตคนอื่น ๆ และเชฟท่านอื่น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเกษตรและฐานการผลิตของทั้งภูมิภาคอีกด้วย เวลาที่มีเชฟจากต่างจังหวัดมาเยี่ยมเยียน ผมก็จะแนะนำให้พวกเขารู้จักกับผู้ผลิตในท้องถิ่นอย่างกระตือรือร้น เพื่อให้วัตถุดิบของยามากาตะถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายและเกิดเป็นวงจรที่ดีขึ้น ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีผู้ผลิตเหล่านี้ พวกเราเหล่าเชฟก็คงอยู่ไม่ได้ ดังนั้นผมจึงอยากจะรักษาความสัมพันธ์อันดีนี้ไว้ตลอดไปครับ
ーーーช่วยเล่าถึงสไตล์และความใส่ใจในการทำอาหารของคุณให้ฟังหน่อยครับ
ผมมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ความอร่อยที่เรียบง่ายและทุกคนสามารถเข้าใจได้ ผมตั้งใจทำอาหารที่มีรสชาติเป็นมิตรและสามารถสื่อถึงเสน่ห์ของวัตถุดิบได้อย่างชัดเจน เพื่อให้แม้แต่คนที่ไม่เคยทานอาหารฝรั่งเศสมาก่อนก็สามารถเพลิดเพลินได้ ผมใช้เทคนิคดั้งเดิมของอาหารฝรั่งเศสเป็นรากฐาน แล้วผสมผสานวัฒนธรรมและวัตถุดิบของท้องถิ่นเพื่อสร้างเอกลักษณ์ในแบบของผมขึ้นมา นอกจากนี้ ผมยังนำวัตถุดิบที่คนส่วนใหญ่มักจะมีภาพลักษณ์ในแง่ลบ เช่น เนื้อสัตว์ป่า (จิบิเย่) หรือปลาคาร์ป (โคอิ) มาพลิกโฉมด้วยเทคนิคการทำอาหารของผม สำหรับเนื้อสัตว์ป่า ผมจะรับซื้อโดยตรงจากนายพรานที่ใส่ใจในทุกขั้นตอนตั้งแต่การจับไปจนถึงตำแหน่งที่ยิง เพื่อให้ได้เนื้อคุณภาพดีที่สุด แล้วนำมาจัดการและปรุงอย่างพิถีพิถันเพื่อดึงรสชาติที่แท้จริงออกมา ส่วนปลาคาร์ปซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารของยามากาตะ ผมได้ขจัดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีอย่างกลิ่นโคลนหรือก้างที่เยอะออกไป จนบางครั้งลูกค้าถึงกับประหลาดใจแล้วถามว่า "นี่คือปลาคาร์ปจริง ๆ เหรอครับ?" เลยทีเดียว
ーーーคุณให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียด้วยใช่ไหมครับ?
ผมใช้ Instagram ในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารและกิจกรรมต่าง ๆ ของร้านครับ ตอนแรกผมเริ่มใช้เพื่อบันทึกเรื่องราวส่วนตัวและครอบครัว แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่เสน่ห์ของยามากาตะไปทั่วประเทศและทั่วโลก ผมมุ่งหวังที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยไม่เพียงแค่โปรโมทร้านของตัวเอง แต่ยังรวมถึงการแนะนำร้านอาหารดี ๆ แห่งอื่นในท้องถิ่นด้วย ผมยังให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และตั้งเป้าที่จะสร้างระบบที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนยามากาตะสามารถเพลิดเพลินกับอาหารท้องถิ่นและซื้อของฝากเพื่อเป็นการสนับสนุนชุมชนไปในตัว ผมตั้งเป้าที่จะสื่อสารเสน่ห์ของยามากาตะไปยังนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้มากขึ้น โดยอาศัยพลังของ Instagram และการบอกต่อครับ
ーーーช่วยเล่าถึงการร่วมงานกับเชฟท่านอื่น ๆ ให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ?
การร่วมงานกับเชฟท่านอื่นเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญมากสำหรับผมครับ จุดเริ่มต้นมาจากการที่เชฟอิชิอิจากร้าน "Monolith" ได้ชวนผมไปจัดอีเวนต์ร่วมกัน การได้ทำงานร่วมกันในครั้งนั้นทำให้ผมเกิดความมั่นใจขึ้นมาว่า "อาหารสไตล์เราก็ใช้ได้นี่นา" และกลายเป็นแรงผลักดันให้ผมกล้าที่จะท้าทายในขั้นต่อไป ตอนแรกเป้าหมายคือการเปิดโอกาสให้ลูกค้าในท้องถิ่นได้สัมผัสกับอาหารฝรั่งเศสชั้นยอดจากโตเกียว แต่ปัจจุบันผมได้ขยายความร่วมมือไปยังเชฟในสาขาอื่น ๆ ด้วย ทั้งอาหารจีนและอาหารญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้เทคนิคและมุมมองใหม่ ๆ มากมาย นอกจากนี้ ในการจัดอีเวนต์ที่โตเกียวและโอซาก้า เราก็นำวัตถุดิบจากยามากาตะไปใช้เพื่อเผยแพร่เสน่ห์ของมันด้วยครับ ผ่านการร่วมงานเหล่านี้ เชฟท่านอื่น ๆ ก็เริ่มหันมาสั่งซื้อวัตถุดิบโดยตรงจากผู้ผลิตในยามากาตะ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในท้องถิ่น ผมรู้สึกว่ากิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเชฟแน่นแฟ้นขึ้น แต่ยังได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาชุมชนอีกด้วยครับ
ーーーช่วยเล่าถึงแผนในอนาคตและสิ่งที่อยากจะท้าทายให้ฟังหน่อยครับ
ในอนาคต ผมมีความฝันอยากจะสร้างสถานที่พักสไตล์โอแบร์จ (Auberge) ที่ยามากาตะครับ เพื่อมอบประสบการณ์ที่พิเศษให้กับลูกค้าในพื้นที่ที่กว้างขวาง พร้อมกับเตรียมส่งไม้ต่อให้กับลูกชายด้วย สไตล์ในอุดมคติของผมคือการบริหารร้านในรูปแบบครอบครัวเหมือนร้าน "OTOWA RESTAURANT" ที่อุทสึโนะมิยะครับ คงจะดีที่สุดถ้าลูกชายของผมจะมารับช่วงต่อและพัฒนาร้านให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ส่วนเรื่องสถานที่สำหรับร้านใหม่ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่ชัดครับ อาจจะอยู่ในเมือง หรืออาจจะเป็นที่ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติในภูเขาก็ได้ ด้วยความที่ผมเองก็โตมาในต่างจังหวัด เลยรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติน่าจะเข้ากับผมมากกว่าครับ ต่อจากนี้ไป ผมจะยังคงเผยแพร่เสน่ห์ของบ้านเกิดต่อไป และอยากจะทำให้วัฒนธรรมและวัตถุดิบของยามากาตะเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศและทั่วโลก ผมตั้งใจที่จะท้าทายไอเดียและโปรเจกต์ใหม่ ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภูมิภาคต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งครับ
ーーーสุดท้ายนี้ สำหรับคุณมุรายามะแล้ว "ความอร่อย" คืออะไรครับ?
สำหรับผม "ความอร่อย" ไม่ใช่แค่สิ่งที่ทำให้อิ่มท้อง แต่คือ "อาหารที่เติมเต็มหัวใจ" ครับ ผมหวังว่าอาหารของผมจะสามารถมอบพลังและกำลังใจให้กับลูกค้าได้ ผมอยากจะมอบประสบการณ์ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า "เอาล่ะ พรุ่งนี้เรามาพยายามกันต่อดีกว่า" นั่นคือภารกิจที่ผมให้ความสำคัญที่สุดในฐานะเชฟครับ "อาหารที่เติมเต็มหัวใจ" คืออาหารที่ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับเทคนิคของอาหารฝรั่งเศส เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของผืนดินและที่มาของวัตถุดิบเหล่านั้นให้กับลูกค้าได้รับรู้ ผมพยายามอย่างเต็มที่ที่จะดึงเสน่ห์ของวัตถุดิบออกมาให้ได้มากที่สุด และถ่ายทอดเรื่องราวของวัตถุดิบจากยามากาตะและผู้ผลิตผ่านอาหารแต่ละจาน หากจะพูดโดยไม่กลัวว่าจะเข้าใจผิด ผมอยากจะบอกว่า "พวกเราเชฟไม่ได้เป็นแค่คนที่ 'ทำอาหารสัตว์' แต่เรากำลังทำ 'อาหารที่หล่อเลี้ยงจิตใจ' ครับ" ผมจะยึดมั่นในความคิดนี้และทุ่มเทให้กับการทำอาหารอย่างจริงใจตลอดไปครับ
คุณมุรายามะ ผู้ซึ่งทำความฝันในวัยเยาว์ให้เป็นจริงและก้าวข้ามอุปสรรคบนเส้นทางสายอาชีพเชฟมาได้ เขาได้ทุ่มเทให้กับโครงการต่าง ๆ มากมาย จนกลายเป็นเชฟของร้านอาหารชั้นเลิศที่ยามากาตะภาคภูมิใจ และเป็นผู้เผยแพร่เสน่ห์ของบ้านเกิดอย่างแท้จริง เขาไม่เคยหยุดที่จะท้าทายสิ่งใหม่ ๆ และใส่ใจในความรู้สึกไม่เพียงแต่แขกผู้มาเยือน แต่ยังรวมถึงเหล่าผู้ผลิตอีกด้วย ความหลงใหลของคุณมุรายามะในฐานะเชฟและในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนั้นเปี่ยมล้นจนสามารถสัมผัสได้จากอาหารทุกจาน ที่ "Pas Mal" คุณจะได้พบกับประสบการณ์พิเศษที่ "อาหาร" สามารถมอบความสุขให้กับหัวใจได้อย่างแท้จริง ผ่านการลิ้มรสอาหารที่ไม่ได้มุ่งเพียงรสชาติ แต่ยังสะท้อนถึงเรื่องราวของผู้ผลิตและเสน่ห์ของวัตถุดิบท้องถิ่น ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและธรรมชาติของยามากาตะ
สัมภาษณ์และเขียนโดย นักวิเคราะห์อาหาร อัย (ทานาฮาชิ ไมโกะ)
บรรณาธิการโดย ทีมงานนิตยสาร AutoReserve
ถ่ายภาพโดย ซูซูกิ มาซาโตะ





ร้านอาหาร ปา・มารุ เป็นสถานที่ที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับอาหารฝรั่งเศสที่ใช้วัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดีจากยามากาตะ เชฟผู้มีทักษะและความคิดสร้างสรรค์จะดึงเอาวัตถุดิบท้องถิ่นออกมาให้ได้มากที่สุดและยกระดับให้กลายเป็นอาหารที่อร่อยเลิศ ร้านนี้ให้บริการการต้อนรับและการดูแลที่อบอุ่น พร้อมสัญญาว่าจะมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่พิเศษให้กับผู้มาเยือน คุณจะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของฝรั่งเศสในขณะที่รู้สึกถึงธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของยามากาตะ นี่คือร้านอาหารที่คุณควรมาเยือนสักครั้งหนึ่ง