ーーーอะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณเลือกเดินบนเส้นทางสายอาหาร?
ยูจิเล่าว่า "เนื่องจากพ่อกับแม่ทำงานทั้งคู่ ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ถ้าหิวก็ต้องทำอาหารกินเองจนเคยชิน พอโตขึ้นมาหน่อยก็ชอบชวนเพื่อนๆ มาปาร์ตี้ที่บ้าน หรือไม่ก็ทำอาหารเลี้ยงเพื่อนต่อหลังจากไปดื่มด้วยกัน ผมมีความสุขกับการทำอาหาร และมีความสุขมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นคนอื่นๆ มีความสุขกับอาหารที่ผมทำ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ เพราะคิดว่าจะทำงานในสายนี้ แต่พอถึงปีสาม ช่วงที่ต้องเริ่มหางาน ผมก็มานั่งทบทวนตัวเองจริงๆ จังๆ ว่าอะไรคือสิ่งที่ผมอยากทำกันแน่ ผมตัดสินใจออกเดินทางไปอิตาลีคนเดียว เพื่อหาคำตอบ และที่นั่นเองที่ผมได้ค้นพบว่า ผมรักการทำอาหารมากแค่ไหน หลังจากเรียนจบ ผมเลยตัดสินใจบินไปอิตาลีอีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นฝึกฝนตัวเองอย่างจริงจังบนเส้นทางสายอาหาร"
"ในบรรดาอาหารตะวันตกมากมาย ผมเลือกอาหารอิตาเลียน เพราะนอกจากจะชอบพาสต้าและอาหารอิตาเลียนเป็นทุนเดิมแล้ว ผมยังอยากสนุกกับการทำอาหารมากกว่าที่จะต้องยึดติดกับเทคนิคที่ซับซ้อน นอกจากนี้ ช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย เป็นยุคที่เชฟระดับตำนานด้านอาหารอิตาเลียนแจ้งเกิดกันเป็นแถวๆ แถมกระแสอาหารอิตาเลียนในญี่ปุ่นก็มาแรงมากๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผมอย่างมาก"
อาซามิ: "ฉันเองก็เรียนจบสายวิทยาศาสตร์เหมือนกัน จบจากคณะสายแพทย์ ได้ใบอนุญาตนักกายภาพบำบัด แล้วกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลในบ้านเกิด ฉันกับยูจิ คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม และคุยกันมาตลอดว่าอยากทำอะไรด้วยกันในอนาคต แม้ว่าฉันจะชอบงานในสายแพทย์ แต่ก็คิดว่าถ้าได้อยู่ร่วมกับยูจิ ได้สัมผัสประสบการณ์และบรรยากาศเดียวกัน น่าจะทำให้เราเข้าใจกันและเดินไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น หลังจากทำงานมาได้ 3 ปี ฉันเลยตัดสินใจลาออก แล้วตามยูจิไปอิตาลี"
ーーーประสบการณ์ในอิตาลีเป็นอย่างไรบ้าง
ยูจิเล่าว่า "ผมเริ่มจากการเรียนภาษาที่เมืองเซียนา แคว้นทัสคานี แล้วก็ตระเวนทำงานในร้านอาหาร 6 แห่งทั่วอิตาลีครับ วงการอาหารญี่ปุ่นอาจต้องใช้เวลาฝึกฝนนานปีกว่าจะได้เป็นเชฟ แต่ที่อิตาลี เขาจะเปิดโอกาสให้เราได้ลงมือทำเลย แม้จะไม่มีประสบการณ์ อย่าง 'ลองทำพาสต้าดูสิ' อะไรแบบนี้ ผมเลยได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์มากมาย ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณมากๆ ครับ อีกอย่างพอพูดภาษาอิตาเลียนได้คล่องขึ้น ก็ทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับคนท้องถิ่นมากขึ้น และยังโชคดีที่ได้เจอคนดีๆ ที่ดูแลผมเหมือนคนในครอบครัว ทำให้ช่วงเวลาที่นั่นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ ครับ"
อาซามิกล่าวเสริมว่า "หลังจากที่ฉันตามยูจิไปอิตาลี เราก็เริ่มทำงานด้วยกันที่ร้านอาหารของครอบครัวเพื่อนเขาค่ะ ถึงจะเป็นครั้งแรกที่ฉันทำอาหารแบบจริงจัง แต่ทุกคนก็ต้อนรับฉันอย่างอบอุ่น ทำให้ทำงานได้อย่างสบายใจ ยูจิอยู่ที่อิตาลีทั้งหมด 5 ปีครึ่ง ส่วนฉันอยู่ 2 ปีครึ่ง และช่วงปีครึ่งสุดท้าย เราย้ายไปทำงานที่สเปนด้วยกันค่ะ"
ーーーช่วงเวลาที่ทำอาหาร คุณเจอปัญหาหรือความท้าทายอะไรบ้าง
ยูจิเล่าว่า "สิ่งที่ยากที่สุดคือการเข้าถึงรสชาติที่คนท้องถิ่นคุ้นเคยครับ การที่จะเข้าใจถึงรายละเอียดและรสชาติอาหารอิตาเลียนแบบบ้านๆอย่างแท้จริง และถ่ายทอดรสชาติที่ทำให้คนอิตาเลียนรู้สึกว่า 'นี่คือรสชาติที่คุณยายทำให้กิน' นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก"
อาซามิเสริมว่า "ลองนึกภาพว่าถ้าชาวต่างชาติทำซุปมิโสะของญี่ปุ่น แม้จะอร่อย แต่เพราะเขาไม่ได้เติบโตมากับการกินซุปมิโสะตั้งแต่เด็ก ก็อาจจะขาดความคุ้นเคยในรสชาติแบบที่เราคุ้นเคย ทำให้ขาดอะไรไปบ้างเล็กน้อยค่ะ เช่นเดียวกัน ตอนที่เราทำอาหารอิตาเลียนในอิตาลี เราก็เจอปัญหาในการถ่ายทอดรสชาติอาหารบ้านๆแบบที่คนท้องถิ่นคุ้นเคยเช่นกันค่ะ"
ยูจิ : "ตอนที่เรายังอยู่ที่อิตาลี เราเริ่มวางคอนเซ็ปต์และโครงสร้างสำหรับ 【SHÓKUDŌ YArn】 แล้วครับ แต่ผมก็ยังมีความกังขาว่า ถ้าเราทำอาหารที่เรายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วลูกค้าที่ทานก็ไม่คุ้นเคยกับอาหารจานนั้นเช่นกัน รสชาติที่แท้จริงของอาหารจานนั้นจะถูกถ่ายทอดออกมาได้มากแค่ไหนกัน"
"ร้านอาหารอิตาเลียนในญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะใช้วัตถุดิบญี่ปุ่นมาผสมผสานกับอาหารอิตาเลียน แต่สำหรับเรา การใช้รากฐานอาหารญี่ปุ่นแล้วค่อยๆเติมแต่งด้วยแนวทางที่แตกต่าง กลับเป็นสิ่งที่ลงตัวกว่า เราจึงเลือกใช้รสชาติแบบบ้านๆที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นพื้นฐาน แล้วนำมาตีความใหม่ในรูปแบบที่น่าสนใจ"
"อาหารที่เราเสิร์ฟในวันนี้ มีกลิ่นอายของความคุ้นเคยและความอบอุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็มอบประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นด้วยความแปลกใหม่และเซอร์ไพรส์ นี่คือเอกลักษณ์ที่เราตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมา"
ーーーคุณตัดสินใจกลับญี่ปุ่นในช่วงเวลาไหน?
ยูจิ : "ตอนแรกผมตั้งใจจะทำงานที่สเปนต่ออีกสักพัก แต่ปัญหาเรื่องวีซ่าทำให้ผมเริ่มไม่แน่ใจเรื่องอนาคตที่นั่น มันเลยเป็นจุดเปลี่ยนให้ผมต้องกลับมาคิดทบทวนอย่างจริงจัง"ตอนนั้นเราสองคนก็ใกล้จะ 30 แล้ว และก็มีภาพในหัวชัดเจนว่าอยากมีร้านอาหารของตัวเอง แน่นอนว่าถ้าอยู่ต่อที่สเปน เราคงได้ประสบการณ์ทำอาหารที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งมันก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่หลังจากปรึกษากัน เราก็ตัดสินใจว่า แทนที่จะอยู่ต่างประเทศต่อไป เราควรเริ่มก้าวไปตามเส้นทางที่เราวางไว้ดีกว่า เราคิดว่าปัญหาเรื่องวีซ่าอาจจะเป็นสัญญาณที่บอกให้เรากลับไปเริ่มต้นเส้นทางของตัวเอง สุดท้ายเราเลยตัดสินใจกลับญี่ปุ่น"
อาซามิ :"ปัจจุบัน มิชลินไกด์เริ่มขยายขอบเขตมายังร้านอาหารในท้องถิ่นของญี่ปุ่นมากขึ้น แต่เมื่อ 10-20 ปีก่อน สิ่งนี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก ในยุโรป เราได้เห็นร้านอาหารชื่อดังมากมายที่ได้รับดาวมิชลิน ตั้งอยู่ในเขตชนบท และพวกเขาสามารถดึงดูดนักชิมจากทั่วโลกด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ สิ่งนี้ทำให้เราฉุกคิดว่า การกลับมาเปิดร้านในบ้านเกิดที่เราคุ้นเคยดีที่สุด น่าจะเป็นทางเลือกที่ลงตัวสำหรับเรามากกว่า หลังจากกลับญี่ปุ่น เราจึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่คานาซาวะ บ้านเกิดของเรา"
ーーーหลังจากกลับญี่ปุ่น คุณได้รับประสบการณ์อะไรบ้าง?
ยูจิ : "เนื่องจากผมออกเดินทางไปต่างประเทศโดยที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานด้านอาหารญี่ปุ่นในบ้านเกิดมาก่อน สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างในความเป็นคนญี่ปุ่น และมันกลายเป็นปมด้อยของผมในช่วงที่อยู่ต่างประเทศ หลังจากกลับมาญี่ปุ่น ผมคิดว่าผมต้องทำความเข้าใจวัฒนธรรมของตัวเองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผมจึงเริ่มต้นฝึกฝนตัวเองในร้านอาหารญี่ปุ่น นอกจากนี้ ผมยังเริ่มเรียนพิธีชงชา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมได้กลับมาค้นพบตัวตนในฐานะคนญี่ปุ่นอีกครั้ง การได้เรียนรู้รากฐานความเป็นญี่ปุ่น เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า และมันได้ถูกถ่ายทอดออกมาในอาหารที่เราทำในวันนี้"
อาซามิ : "ตอนที่เรากลับมาญี่ปุ่น เราคบกันมา 12-13 ปีแล้วค่ะ เราเลยตัดสินใจแต่งงานกันก่อน หลังจากนั้นเราก็มีลูกด้วยกัน 3 คน ช่วงนั้นฉันก็เลี้ยงลูกไป ทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านเบเกอรี่และร้านขนมหวาน เพื่อให้ตัวเองไม่ห่างจากแวดวงอาหาร แต่ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเปิดร้านของเรามันไม่ลงตัวสักที บางทีฉันก็แอบกังวลว่าเมื่อไหร่จะได้เริ่มต้นทำตามความฝันของเราจริงๆ สักที จนกระทั่งเราอายุใกล้ 40 ถึงได้เริ่มลงมือวางแผนและเตรียมการอย่างจริงจัง"
ーーーอะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณเริ่มขยับไปสู่การเปิดร้าน?
อาซามิ : "พื้นที่ร้านของเราเดิมทีเป็นโกดังโรงงานปั่นด้ายของครอบครัวค่ะ ตอนแรกเราก็คิดไว้ว่าเป็นแค่ทำเลหนึ่งที่เราอาจจะใช้ แต่ไม่ได้คิดว่ามันจะกลายมาเป็นร้านอาหารได้ แต่พอเราได้คุยกับสถาปนิก เขาบอกว่าเราสามารถใช้พื้นที่ทั้งหมดให้เป็นประโยชน์และสร้างร้านที่ตรงกับความต้องการของเราได้ ตอนนั้นแหละค่ะที่เราเริ่มเห็นภาพและลงมือทำอย่างจริงจัง เนื่องจากแนวคิดร้านของเราค่อนข้างซับซ้อน อธิบายเป็นคำพูดอย่างเดียวคงยาก ฉันเลยชวนสถาปนิกมากินอาหารที่บ้าน เพื่อให้เขาได้สัมผัสและเข้าใจคอนเซ็ปต์ของเราจริงๆ โชคดีที่สถาปนิกเข้าใจสิ่งที่เราต้องการ เราทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และสุดท้ายเราก็ได้ร้านอาหารที่สะท้อนตัวตนและแนวคิดของเราออกมาได้อย่างสมบูรณ์"
ーーーมีแนวคิดพิเศษอะไรในการออกแบบพื้นที่ร้าน?
ยูจิ :"เนื่องจากอาหารของเราเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นญี่ปุ่นและตะวันตก การออกแบบพื้นที่ร้านจึงเน้นการนำเสนอองค์ประกอบของทั้งสองวัฒนธรรม บริเวณที่สามารถมองเห็นสวนกลางผ่านหน้าต่าง เราออกแบบให้มีกลิ่นอายของบ้านญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม แต่ใจกลางสวนนั้น เราปลูกต้นมะกอก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพในยุโรป"
"นอกจากนี้ ร้านของเรามีครัวแบบเปิดที่มองเห็นได้จากทุกที่นั่ง แม้ว่าครัวเปิดจะไม่เป็นที่นิยมในยุโรป แต่ในญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งตรงกับแนวคิดของเราที่ต้องการสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง เรายังติดตั้งเคาน์เตอร์ข้างโต๊ะอาหาร เพื่อให้ลูกค้าได้ชมขั้นตอนการปรุงอาหารอย่างใกล้ชิด ทำให้บรรยากาศในร้านเป็นกันเองและอบอุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการสื่อออกมา"
ーーーสิ่งสำคัญที่คุณให้ความสำคัญในการทำอาหารคืออะไร?
ยูจิ :"เราให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน กับประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาครับ ยกตัวอย่างเช่น เรานำเสนอประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากร้านอาหารทั่วไป เช่น การเสิร์ฟอาหารในกระป๋องร้อนๆ ที่เพิ่งนึ่ง หรือการให้ลูกค้าเปิดถุงจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อทานอาหารที่อยู่ข้างใน เราเชื่อว่า การนำเสนอสิ่งที่เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน ในบรรยากาศที่ไม่ธรรมดาอย่างร้านอาหาร จะสร้างความสนุกและความตื่นเต้นให้กับลูกค้าได้ อีกสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ การเติมอารมณ์ขันเข้าไปในอาหาร อย่างเมนู "นิกุจากะ" (สตูว์เนื้อและมันฝรั่งแบบญี่ปุ่น) ของเรา ที่ยังคงรสชาติแบบดั้งเดิม แต่เราเปลี่ยนรูปลักษณ์และเนื้อสัมผัส เพื่อสร้างความประหลาดใจเมื่อลูกค้าได้ทาน การสร้าง 'ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เห็นกับรสชาติที่ได้สัมผัส' คือแนวคิดหลักในการทำอาหารของเราครับ"
อาซามิ : "เวลาที่เราออกแบบคอร์สเมนู เราให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลโดยรวม และการกำหนดระดับของความประหลาดใจที่ต้องการสื่อในแต่ละจาน อาหารของเรามีพื้นฐานมาจากรสชาติที่คุ้นเคยและอบอุ่น รวมถึงกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ลูกค้าที่มาทานรู้สึกถึงความสบายใจและความผูกพัน ไอเดียสำหรับเมนูต่างๆ มักจะมาจากสิ่งที่เราเจอในชีวิตประจำวัน เรามักจะคุยกันว่า 'ถ้าเราเอาสิ่งนี้มานำเสนอในร้านเรา มันจะน่าสนใจขนาดไหน?' และจากบทสนทนานั้น ไอเดียต่างๆ ก็ค่อยๆ ถูกพัฒนาจนกลายเป็นเมนูที่เรานำเสนอให้กับลูกค้า"
ーーーชื่อเมนูในร้านดูแปลกใหม่และไม่เหมือนใครนะครับ/ค่ะ
อาซามิ : "แม้ว่าชื่อเมนูของเราจะดูแปลกตา และอาจทำให้ลูกค้าคาดเดาอาหารได้ยาก แต่ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่เราตั้งใจมอบให้ เพื่อให้ทุกมื้ออาหารเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ ตอนแรกเราแค่ใส่ลูกเล่นการเล่นคำในภาษาญี่ปุ่นลงไปเล็กน้อย แต่ปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับดีกว่าที่เราคิดไว้ บางคนถึงกับถามว่า 'ทำไมจานนี้ไม่มีการเล่นคำ?' พอเห็นแบบนั้น เราเลยตัดสินใจเพิ่มลูกเล่นให้กับชื่อเมนูมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสนุกกับการอ่านเมนูไปพร้อมกับการรออาหาร และเรายังปรับเปลี่ยนชื่อเมนูตามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของลูกค้าอยู่เสมอ โดยปกติ เราจะเปลี่ยนเมนูตามฤดูกาล แต่บางครั้งเราอาจคงอาหารจานเดิมไว้ แล้วเปลี่ยนแค่ชื่อเมนูให้เข้ากับธีมของเดือนนั้นๆ เราดีใจมากที่ได้ยินลูกค้าบอกว่า 'การอ่านเมนูแล้วรออาหารจานต่อไป มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังรอขึ้นเครื่องเล่นในสวนสนุกเลย!'"
ยูจิ : ตอนแรกเราคิดว่าความแปลกใหม่ของชื่อเมนูและคอนเซ็ปต์ของร้าน อาจทำให้กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จำกัดอยู่ที่วัย 40-50 ปี แต่ปรากฏว่า ลูกค้าของเรามีตั้งแต่เด็กอายุ 7 ขวบ ไปจนถึงคุณยายวัย 103 ปี
มีครอบครัวจำนวนมากที่มาทานอาหารด้วยกัน และสนุกไปกับบรรยากาศของร้านเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารู้สึกดีใจมาก
ーーーคุณหาซัพพลายเออร์วัตถุดิบสำหรับร้านได้อย่างไร?
อาซามิ: "เราเริ่มต้นจากศูนย์ ดังนั้นเราจึงต้องออกสำรวจและติดต่อผู้ผลิตวัตถุดิบจากทั่วทุกสารทิศ มีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ผลิตผลผลิตในปริมาณไม่มาก เราจึงต้องเดินทางไปพบพวกเขาด้วยตัวเอง พูดคุยทำความรู้จัก หรือบางครั้งก็ได้รับคำแนะนำจากคนรู้จัก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เราเน้นการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นในจังหวัดอิชิคาวะ เช่น โนโตะ, โคมัตสึ, โนมิ และนานาโอะ น้ำที่เราใช้ มาจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของวัดยาซึมิซุ คันนอนซัง เรย์ซุยโดะ ในเมืองโนมิ ตะเกียบของร้านทำจากไม้สนฮิบะโนโตะ ซึ่งมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารส่วนใหญ่เป็นงานฝีมือของศิลปินท้องถิ่น โดยเฉพาะงานไม้ เรามักจะสั่งทำพิเศษเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของร้าน สำหรับเครื่องปั้นดินเผาคุตานิ เราเลือกใช้ดีไซน์ที่เรียบง่าย แต่สง่างาม เพื่อให้เข้ากับอาหารและช่วยเสริมให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น"
ยูจิ: "เราใช้วัตถุดิบจากโนโตะมาโดยตลอด แต่หลังจากเกิดแผ่นดินไหว ผู้ผลิตบางรายก็ไม่สามารถผลิตวัตถุดิบได้อีกต่อไป แม้ว่าปกติเราจะแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าในอาหารแต่ละจานมีวัตถุดิบอะไรบ้าง แต่เราอยากให้ลูกค้าได้ตระหนักถึงวัตถุดิบที่เราไม่สามารถใช้อีกต่อไปได้เนื่องจากภัยพิบัติครั้งนี้ เช่น เกลือจากโรงเกลือนากาเมะ เซเอ็น ที่ซุซุ ไม่สามารถผลิตได้อีกต่อไปเนื่องจากการสูญเสียช่างฝีมือ หรือโนโตะจุนไซที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ นอกจากนี้ ศิลปินเครื่องปั้นดินเผาบางคนต้องย้ายออกจากโนโตะเนื่องจากบ้านเรือนและโรงงานเสียหาย เราต้องการถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อให้ความทรงจำเกี่ยวกับแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่จางหายไป และเพื่อรำลึกถึงสิ่งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและอาหารในภูมิภาคนี้"
ーーーมีสิ่งใดที่คุณให้ความสำคัญในการนำเสนอแนวคิดของ【SHÓKUDŌ YArn】?
ยูจิ : "ในโลกของอาหาร มีเมนูมากมายที่เน้นความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคการนำเสนอที่ซับซ้อน จนต้องมีการอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจได้ แต่สำหรับเรา ความเข้าใจง่าย คือสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเราทดลองเมนูใหม่ หากเราให้ทีมงานลองชิม แล้วปฏิกิริยาของพวกเขาไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เราจะถือว่าเมนูนั้นไม่สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ชัดเจน และอาจตัดสินใจยกเลิกเมนูนั้น แม้ว่าเราจะนำเสนออาหารที่มีเอกลักษณ์และแปลกใหม่ แต่เรายังคงให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดรสชาติของวัตถุดิบอย่างตรงไปตรงมา และต้องสามารถสื่อสารได้ว่าเราต้องการนำเสนออะไร หากลูกค้าไม่สามารถเข้าใจถึงรสชาติและเรื่องราวที่เราต้องการสื่อได้ในทันที เราถือว่าเมนูนั้นยังไม่สมบูรณ์"
ยูจิ: "ตอนที่ผมทำงานอยู่ที่สเปน ผมได้เห็นโลกของ อาหารแนวสร้างสรรค์ ที่เต็มไปด้วยเทคนิคใหม่ๆ และวิธีการนำเสนอที่แปลกตา แต่พวกเราเหล่าเชฟ มักจะคุยกันเสมอว่า 'ถ้าเรามัวแต่ตามเทคนิคใหม่ๆ โดยละเลยรากเหง้าของอาหาร อาหารจานนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า' เพราะถ้าไม่มี พื้นฐานที่แข็งแกร่ง ต่อให้เราใช้เทคนิคที่ล้ำสมัยแค่ไหน ก็ไม่สามารถสร้างสรรค์อาหารที่สมบูรณ์ได้นั่นคือเหตุผลที่ผมให้ความสำคัญกับการ สร้างสรรค์บนรากฐานที่มั่นคง เพื่อให้ทุกจานที่เสิร์ฟออกไปมีทั้งความคิดสร้างสรรค์ และแก่นแท้ของรสชาติที่แท้จริง"
ーーーลูกทั้งสามคนของคุณมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการเป็นเชฟของพ่อแม่?
อาซามิ : "ด้วยความที่พวกเราทำงานร้านอาหารด้วยกัน ลูกๆ จึงเข้าใจถึง ลักษณะการทำงานของพวกเรา และให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี บางครั้ง เราจะชวนลูกๆ มาทานอาหารที่ร้านด้วยกัน ช่วงที่ร้านต้องปิดชั่วคราวเพราะโควิด ลูกๆ ก็มาเรียนหนังสือที่ร้าน พวกเขานั่งเรียนที่โต๊ะไม้ ดูเหมือนเป็นห้องเรียนขนาดเล็กเลย (หัวเราะ) มันเป็นช่วงเวลาที่เราได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น แม้ว่าช่วงที่เลี้ยงลูก ฉันจะรู้สึกกังวลว่าตัวเองจะห่างหายจากวงการอาหารไปนานเกินไป แต่เมื่อได้เห็นลูกๆ เติบโตขึ้น และได้ทำร้านอาหารที่เรารัก ฉันก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันคุ้มค่า"
ーーーแผนในอนาคตของคุณเป็นอย่างไร?
ยูจิ : เมื่อปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสทำอาหารให้กับผู้สูงอายุที่สถานดูแลในเอฮิเมะ ผมประทับใจมากกับปฏิกิริยาของพวกเขา พวกเขาดูมีความสุขและสนุกกับการทานอาหารที่เราทำ สิ่งที่เรายึดมั่นมาตั้งแต่เริ่มทำอาหารคือ การสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้คนผ่านอาหาร ในอนาคต ผมหวังว่าจะได้นำอาหารของเราไปมอบรอยยิ้มให้กับผู้คนในสถานดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้แต่เด็กๆ ที่ต้องต่อสู้กับความเจ็บป่วยในโรงพยาบาลเด็ก ถ้าเราสามารถสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับพวกเขาได้ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม มันจะเป็นสิ่งที่เติมเต็มหัวใจของเราได้มาก
ยูจิ: "ทุกปีในวันคริสต์มาส เราจะปิดร้านเพื่อจัดงานเลี้ยงอาหารให้กับเด็กๆ จากสถานสงเคราะห์ในเมืองโคมัตสึ เราอยากมอบความอบอุ่นให้กับเด็กๆ ที่อาจรู้สึกเหงาในวันคริสต์มาส เพราะไม่มีครอบครัวอยู่ด้วย เราจึงทำสิ่งนี้มาต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ 2-3 ที่เปิดร้าน ในปีแรก เด็กๆ ยังมีสีหน้าที่เศร้าสร้อย และค่อนข้างระแวดระวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาเริ่มยิ้มแย้มมากขึ้น แต่งตัวสวยงามมาร่วมงาน และบอกว่ารอคอยวันนี้ทุกปี มันทำให้เรารู้สึกว่าการทำสิ่งนี้มาตลอดหลายปีเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากจริงๆ และเราหวังว่าจะส่งต่อรอยยิ้มให้กับผู้คนได้มากขึ้นผ่านอาหารของเรา"
ーーーสุดท้ายนี้ สำหรับคุณทั้งสอง "ความอร่อย" คืออะไร?
ยูจิ : "สำหรับผม 'ความอร่อย' คือความสนุกครับ การได้ทานอาหารด้วยรอยยิ้มและความสุข คือช่วงเวลาที่อาหารจะอร่อยที่สุด ทุกคนมักพูดว่า อาหารที่แม่ทำคืออาหารที่อร่อยที่สุด อะไรคือสิ่งที่ทำให้อาหารเหล่านั้นแตกต่าง? ผมเชื่อว่ามันคือ 'ความรักและความใส่ใจ' ที่ถูกใส่ลงไปในทุกขั้นตอน ต่อให้อาหารจะเป็นเมนูเดียวกัน ถ้าขาดความรู้สึกเหล่านี้ รสชาติก็จะขาดเสน่ห์ ดังนั้นผมเชื่อว่าอาหารที่อร่อยที่สุด คืออาหารที่ทำจากหัวใจ"
อาซามิ : "แม้ว่าข้าวกล่องที่แม่ทำจะเย็นชืด หรือมีอาหารแช่แข็งอยู่บ้าง เราก็ยังรู้สึกว่ามันอร่อย เพราะเรารับรู้ได้ถึง 'ความตั้งใจ' และ 'ความห่วงใย' ที่แม่มอบให้ ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ ที่ร้านของเรา มีลูกค้าจำนวนมากที่ไม่ได้แค่บอกว่า 'อร่อย' แต่ยังบอกว่า 'สนุก' ก่อนที่จะกลับบ้าน ฉันเชื่อว่า เมื่อลูกค้ารู้สึกสนุกและผ่อนคลาย 'ความอร่อย' ก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น เราจึงอยากที่จะสร้างสรรค์อาหารและการบริการที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา เพื่อส่งมอบรอยยิ้มให้กับลูกค้า ณ สถานที่แห่งนี้ต่อไปในอนาคต"
ชื่อร้าน "Yarn" ที่แปลว่า "เส้นด้าย" สื่อถึงความตั้งใจในการ ผสานรวมองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์อาหารที่หาทานได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น ลูกค้าหลายคนต้อง เผลอยิ้มออกมา เมื่อได้เห็นชื่อเมนูสุดแปลกใหม่ และฟังการแนะนำอาหารจากเชฟที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน และเมื่อได้ลิ้มรสอาหาร ก็จะสัมผัสได้ถึง ความอร่อยที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ซึ่งบ่งบอกถึงฝีมือการทำอาหารที่ยอดเยี่ยม ร้านอาหารแห่งนี้ เต็มไปด้วย ความรักและความใส่ใจ ของครอบครัวโยเนดะ ที่ต้องการให้ลูกค้าทุกคนมีความสุขกับการทานอาหาร ขอเชิญทุกท่านมาสัมผัส ประสบการณ์ความอร่อย ที่ไม่เหมือนใคร ณ ร้าน 【SHÓKUDŌ YArn】
สัมภาษณ์และเขียน / ยูกะ ซาดะ
ถ่ายภาพ / อาซึสะ นาคาโอกะ
This fusion restaurant in Komatsu City, Ishikawa Prefecture, is run by Mr. and Mrs. Yoneda, who trained at a world-renowned modern gastronomy restaurant. We hope you will experience their delicious and unique cuisine.




